Header Ads

Header ADS

ร้องทุกข์ ผู้บัญชาการ สตช. ขอให้ทำการสอบสวนและดำเนินคดี เหตุ ทรัพย์สินเจ้าหนี้หายไปกว่า 1,700 ล้านบาท


วันนี้ (2 เมษายน 2561) เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายเสรี ทรัพย์เจริญ อายุ 87 ปี ประธานกรรมการ บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด และ เจ้าหนี้ ที่ร้องทวงความเป็นธรรมกว่า 38 ปี เรียกคืนทรัพย์สิน จาก กรมบังคับคดี และ แจ้งความทรัพย์สินเจ้าหนี้หายไปกว่า 1,700 ล้านบาท แจ้งความดำเนินคดี กับ กรมบังคับคดี อ้างเหตุทรัพย์สินเจ้าหนี้หายกว่า 1,700 ล้านบาท ได้ยื่นหนังสือ 'ขอร้องทุกข์ให้ทำการสอบสวนและดำเนินคดี' ต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พ.ต.อ.วันชัย อยู่แสง รองผู้บังคับการอำนวยการ ประจำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับหนังสือแทน

จากการที่นายเสรี ทรัพย์เจริญ อายุ 87 ปี ประธานกรรมการ บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด และ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ ขอเรียกร้องทวงคืนทรัพย์สินจาก กรมบังคับคดี ที่เหลือจากการชำระหนี้บางส่วนไปยังคงเหลือทรัพย์สินและลูกหนี้ค้างชำระเจ้าหนี้กว่า 1,700 ล้านบาท เมื่อปี 2523 โดยกรมบังคับคดีอ้างว่าไม่พบเอกสารเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน และสิทธิ์เรียกร้องของบริษัท ราชาเงินทุน จำกัด (เอกสารได้หายไป) ซึ่ง ณ ปัจจุบัน นายเสรี ทรัพย์เจริญ ได้พบเอกสารจาก กองพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี เลขที่ ยธ 0304/1538 ลงวันที่ 18 กันยายน 2523 ซึ่งเนื้อความสรุปได้ว่า บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด ยังมีทรัพย์สินและลูกหนี้อีกกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ดังนั้นในวันนี้ นายเสรี นายเสรี ทรัพย์เจริญ ประธานกรรมการ บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด และ ผู้แทนเจ้าหนี้ ที่เรียกร้องทวงความเป็นธรรมกว่า 38 ปี เรียกคืนทรัพย์สิน จาก กรมบังคับคดี เงินต้นรวมกว่า 1,700 ล้านบาท และ ดำเนินคดีอาญา-คดีแพ่ง กับ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้เกี่ยวข้องทุกคน รวมทั้ง ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เส้นใหญ่ ที่เรียกว่า "เซียนหุ้น" พร้อมด้วย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ และเลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ พร้อม นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ มาร์ค พิทบูล ประธานชมรมคนคุณภาพ พร้อมคณะบางส่วน ได้ทำการยื่นหนังสือ 'ขอร้องทุกข์ให้ทำการสอบสวนและดำเนินคดี' ต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ พ.ต.อ.วันชัย อยู่แสง รองผู้บังคับการอำนวยการ ประจำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้มารับหนังสือฯ แทน

โดย นายเสรี ทรัพย์เจริญ อายุ 87 ปี ประธานกรรมการ บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าว ความว่า

"บริษัท ราชาเงินทุน จำกัด ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์จากทางราชการตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2516 ได้เข้าจดทะเบียนหุ้นให้ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2522 มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 2,371,335,703.17 บาท มีกำไรสุทธิปี 2520 เป็นเงิน 16.9 ล้านบาท ปี 2521 มีกำไรสุทธิ 112.2 ล้านบาท สำหรับปี 2522 เพียงระยะเวลา 4 เดือนจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2522 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทฯ ถูกควบคุมบริษัทฯ ทำกำไรได้แล้ว 74 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตรากำไรที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาและยังมีผลกำไรหุ้นที่ราชาเงินทุนถืออยู่มีราคาซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสูงกว่าราคาต้นทุนอีกมาก ทำให้คาดหมายได้ว่า จะมีกำไรสุทธิเมื่อสิ้นปีไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ทำให้หุ้นของบริษัทราชาเงินทุนราคา 100 บาทที่ซื้อขายกันในตลาดทรัพย์ราคาสูงขึ้นถึงหุ้นละ 2,470 บาท

เมื่อศาลฎีกาพิพากษาให้บริษัทล้มละลายโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพียงวันเดียว กรมบังคับคดีได้ออกประกาศขายทอดตลาดสำนักงานซึ่งมีห้องนิรภัยเก็บเอกสารหลักฐานทรัพย์สินและลูกหนี้มูลค่ามากกว่า 2,300 ล้านบาท ได้เงินเพียง 30 ล้านบาท และขายทรัพย์สินอื่น ๆ และทวงหนี้ได้อีก 300 ล้านบาทเศษ ผมช่วยขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้เงินประมาณ 300 ล้านบาท

แต่ตามหนังสือของกรมบังคับคดี ลว. 7 มีนาคม 2561 ชี้แจงว่าไม่มีหลักฐานทรัพย์สินและลูกหนี้ที่เหลืออีกประมาณ 1,700 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ จ.พ.ท. ได้รวบรวมทรัพย์สินของบริษัท ราชาเงินทุนตามพ.ร.บ. ล้มละลาย ม. 117 ตั้งแต่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์แล้ว ผมจึงค้นหาและได้พบบันทึกข้อความของกองพิทักษ์ทรัพย์เสนออธิบดีกรมบังคับคดี แจ้งว่า 'เอกสารหลักฐานทรัพย์สินและลูกหนี้มีอยู่ประมาณ 370 กล่อง เก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัย 3 ห้อง ซึ่งมีชั้นเหล็กเก็บไว้เป็นประเภทและหมวดหมู่ของเอกสารนั้น ๆ เพื่อความสะดวกในการหยิบ ค้นหา หากจะขนย้ายมาเก็บที่กรมบังคับคดี คงมีสถานที่ไม่เพียงพอและจะทำให้เกิดความสับสนอันจะเกิดความยุ่งยากในการค้นหาและหยิบใช้เอกสารดังกล่าวได้ กิจจัดการทรัพย์สินสลับซับซ้อน มีจำนวนเงินมากนับถึง 1,000 ล้านบาทขึ้นไป' แสดงว่า เอกสารหลักฐานทรัพย์สินและลูกหนี้มูลค่ามากกว่า 2,300 ล้านบาทมีอยู่จริง กรมบังคับคดีจะต้องรับผิดชอบชดใช้มูลค่าทรัพย์สินที่สูญหายประมาณ 1,700 ล้านบาท"

No comments

Powered by Blogger.